นางสาว กรองแก้ว สมทอง คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขา BE กลุ่มเรียนที่ 1 รหัส 57010310281
การออกกำลังกายไม่ได้หมายถึงการต้องไปแข่งขันกีฬากับผู้อื่น
แต่การออกกำลังกายเป็นการแข่งขันกับตัวเอง
หลายคนก่อนจะออกกำลังกายมักจะอ้างเหตุผลของการไม่ออกกำลังกาย
เช่น ไม่มีเวลา ไม่มีสถานที่ ปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพ ปัญหาเกี่ยวกับอากาศ
ทั้งหมดเป็นข้ออ้างที่จะไม่ออกกำลังกาย แต่ลืมไปว่าการออกกำลังกาย
อาจจะให้ผลดีมากกว่าสิ่งที่เขาเสียไป
เป็นที่น่าดีใจว่าการออกกำลังให้สุขภาพดีไม่ต้องใช้เวลามากมาย
เพียงแค่วันละครึ่งชั่วโมงก็พอ และก็ไม่ต้องใช้พื้นที่หรือเครื่องมืออะไร
มีเพียงพื้นที่ในการเดินก็พอแล้ว การออกกำลังจะทำให้รูปร่างดูดี กล้ามเนื้อแข็งแรง
ป้องกันโรคหัวใจ ป้องกันโรคกระดูกพรุน ป้องกันโรคอ้วน
การออกกำลังกายทำให้ร่างกายสดชื่น มีพลังที่จะทำงานและต่อสู้กับชีวิต
นอกจากนั้นยังสามารถลดความเครียดได้ด้วย
ความสำคัญของการออกกำลังกาย
ร่างกายมนุษย์มีการเคลื่อนไหวตลอดเวลา
เพื่อความเจริญเติบโตและรักษาสภาพการทำงานที่ดีเอาไว้ การที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย
ไม่เพียงแต่จะทำให้เกิดความเสื่อมโทรมของสมรรถภาพทางกายหรือสุขภาพ
แต่ยังเป็นสาเหตุของความผิดปกติของร่างกายและโรคร้ายหลายชนิดที่ป้องกันได้
ซึ่งเป็นโรคที่เป็นปัญหาทางการแพทย์ที่พบมากในปัจจุบัน ในทางการแพทย์
การออกกำลังกายอาจเปรียบได้กับยาสารพัดประโยชน์
เพราะใช้เป็นยาบำรุงเป็นยาป้องกันและเป็นยาบำบัดรักษาหรือฟื้นฟูสภาพร่างกาย
แต่การที่ได้ชื่อว่ายาแล้วไม่ว่าจะวิเศษเพียงไรก็จะต้องใช้ด้วยขนาดหรือปริมาณที่เหมาะสมกับคนแต่ละคน
ในคนที่ใช้โดยไม่คำนึงถึงขนาดหรือปริมาณที่เหมาะสม นอกจากอาจไม่ได้ผลแล้วยังอาจเกิดโทษจากยาได้ด้วย
การออกกำลังกายให้เกิดประโยชน์แก่สุขภาพคือ การจัดชนิดของความหนัก ความนาน
และความบ่อยของการออกกำลังกายให้เหมาะสมกับเพศ วัย สภาพร่างกาย สภาพแวดล้อม
และจุดประสงค์ของแต่ละคน
ประโยชน์ของการออกกำลังกาย
1. เพื่อการเจริญเติบโต
การออกกำลังกายจัดเป็นปัจจัยสำคัญอันหนึ่งที่มีผลกระทบต่อการเจริญเติบโต
เด็กที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกายแต่มีการกินอาหารมากอาจมีส่วนสูงและน้ำหนักตัวมากกว่าเด็กในวัยเดียวกันโดยเฉลี่ย
แต่ส่วนใหญ่แล้วจะทำให้ร่างกายมีไขมันมากเกินไป มีกระดูกเล็ก
หัวใจมีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับน้ำหนักตัวและรูปร่างอาจผิดปกติได้ เช่น เข่าชิดกัน
อ้วนแบบฉุ เป็นต้น ซึ่งถือว่าเป็นการเจริญเติบโตที่ผิดปกติ
ตรงข้ามกับเด็กที่ออกกำลังกายถูกต้องสม่ำเสมอ
ร่างกายจะผลิตฮอร์โมนที่เกี่ยวกับการเจริญเติบโตอย่างถูกส่วน
จึงกระตุ้นให้อวัยวะต่าง ๆ เจริญขึ้นพร้อมกันไปทั้งขนาด รูปร่าง
และหน้าที่การทำงาน และเมื่อประกอบกับผลของการออกกำลังกายที่ทำให้เจริญอาหาร
การย่อยอาหารและการขับถ่ายดี
เด็กที่ออกกำลังกายอย่างถูกต้องและสม่ำเสมอจึงมีการเจริญเติบโตดีกว่าเด็กที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย
2. เพื่อสุขภาพ
เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่า การออกกำลังกายมีประโยชน์ต่อสุขภาพถึงแม้จะไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าการออกกำลังกายสามารถเพิ่มภูมิต้านทานโรคที่เกิดจากการติดเชื้อได้
แต่มีหลักฐานที่พบบ่อยครั้งว่า
เมื่อนักกีฬาเกิดการเจ็บป่วยจากการติดเชื้อจะสามารถหายได้เร็วกว่า
และมีโรคแทรกซ้อนน้อยกว่า ข้อที่ทำให้เชื่อได้แน่ว่าผู้ที่ออกกำลังกายย่อมมีสุขภาพดีกว่าผู้ที่ไม่ค่อยออกกำลังกาย
คือ การที่อวัยวะต่าง ๆ มีการพัฒนาทั้งขนาด รูปร่าง และหน้าที่การทำงาน
โอกาสของการเกิดโรคที่ไม่ใช่โรคติดเชื้อ เช่น
โรคเสื่อมสมรรถภาพในการทำงานของอวัยวะจึงมีน้อยกว่า
3. เพื่อสมรรถภาพทางกาย ถ้าการออกกำลังกายเป็นยาบำรุง
การออกกำลังกายถือเป็นยาบำรุงเพียงอย่างเดียวที่สามารถเพิ่มสมรรถภาพทางกายได้
เพราะไม่มียาใด ๆ ที่สามารถทำให้ร่างกายมีสมรรถภาพเพิ่มขึ้นได้อย่างแท้จริงและถาวร
ยาบางอย่างอาจทำให้ผู้ใช้สามารถทนทำงานบางอย่างได้นานกว่าปกติ แต่เมื่อทำไปแล้วร่างกายก็จะอ่อนเพลียกว่าปกติจนต้องพักผ่อนนานกว่าปกติ
หรือร่างกาย ทรุดโทรมลงไป ในทางปฏิบัติเราสามารถเสริมสร้างสมรรถภาพทางกายทุก ๆ
ด้านได้ เช่น ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ความอ่อนตัว ความอดทนของกล้ามเนื้อ
ความอดทนของระบบไหลเวียนเลือด ความคล่องตัว ฯลฯ
4. เพื่อรูปร่างและทรวดทรง
การออกกำลังกายเป็นได้ทั้งยาป้องกันและยารักษาโรค
การเสียทรวดทรงในช่วงการเจริญเติบโตดังข้อ 1. ย่อมป้องกันได้ด้วยการออกกำลังกาย
แต่เมื่อ เติบโตเต็มที่แล้วยังขาดการออกกำลังกาย ก็จะทำให้ทรวดทรงเสียไปได้ เช่น
ตัวเอียง หลังงอ พุงป่อง ซึ่งทำให้เสียบุคลิกภาพได้อย่างมาก ในระยะนี้
ถ้ากลับมาออกกำลังกายอย่างถูกต้อง
เป็นประจำสม่ำเสมอยังสามารถแก้ไขให้ทรวดทรงกลับดีขึ้นมาได้
แต่การแก้ไขบางอย่างอาจต้องใช้เวลานานเป็นเดือน เป็นปี
แต่บางอย่างอาจเห็นผลภายในเวลาไม่ถึง 1 เดือน เช่น พุงป่อง
การบริหารกายเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหน้าท้องเพียง 2 สัปดาห์
ก็ทำให้กล้ามเนื้อหน้าท้องมีความตึงตัวเพิ่มขึ้นจนกระชับอวัยวะภายในไว้ไม่ให้ดันออกมาเห็นพุงป่องได้
5. เพื่อการป้องกันโรค
การออกกำลังกายสามารถป้องกันโรคได้หลายชนิด
โดยเฉพาะโรคที่เกิดจากการเสื่อมสภาพของอวัยวะอันเนื่องจากการมีอายุมากขึ้น
ซึ่งประกอบกับปัจจัยอื่น ๆ ในชีวิตประจำวันเช่น การกินอาหารมากเกินความจำเป็น
ความเคร่งเครียด การสูบบุหรี่มาก หรือกรรมพันธุ์ โรคเหล่านี้ได้แก่
โรคประสาทเสียดุลยภาพ หลอดเลือดหัวใจเสื่อมสภาพ ความดันเลือดสูง โรคอ้วน
โรคเบาหวาน โรคข้อต่อเสื่อมสภาพ เป็นต้น
ผู้ที่ออกกำลังกายเป็นประจำมีโอกาสเกิดโรคเหล่านี้ได้ช้ากว่าผู้ที่ขาดการออกกำลังกาย
หรืออาจไม่เกิดขึ้นเลยจนชั่วชีวิต การออกกำลังกายจึงช่วยชะลอชรา
6. เพื่อการรักษาโรคและฟื้นฟูสภาพ
โรคต่าง ๆ ที่กล่าวในข้อ 5 หากเกิดขึ้นแล้ว
การเลือกวิธีออกกำลังกายที่เหมาะสมจัดเป็นวิธีรักษาและฟื้นฟูสภาพที่สำคัญในปัจจุบัน
แต่ในการจัดการออกกำลังกายที่เหมาะสมมีปัญหามาก
เพราะบางครั้งโรคกำเริบรุนแรงจนการออกกำลังกายแม้เพียงเบา ๆ ก็เป็นข้อห้าม
ในกรณีดังกล่าว
การควบคุมโดยใกล้ชิดจากแพทย์ผู้ทำการรักษาและการตรวจสอบสภาพร่างกายโดยละเอียดเป็นระยะเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง
ที่มา :http://sukkapab.com/ออกกำลังกายดีอย่างไร.html/
การออกกำลังกายให้ผลดีต่อร่างกายหลายประการ
ทำให้อารมณ์ดี ร่างกายแข็งแรง หลับสบายขึ้น ผลดีที่ได้รับมีดังนี้
- ปอดแข็งแรงขึ้น
การออกกำลังกายทำให้ปอดรับออกซิเจนและขับ carbodioxide ออกจากปอด
- การออกกำลังกายจะลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจ
- การออกกำลังกายจะลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง
- ลดระดับไขมัน Cholesterol
- ลดความดันโลหิต
การออกกำลังกายจะป้องกันโรคเบาหวาน และ
การควบคุมโรคเบาหวานดีขึ้น การออกกำลังกายจะทำให้กล้ามเนื้อใช้น้ำตาลในกระแสเลือด
ทำให้น้ำตาลในเลืดลดลง
- การออกกำลังกายทำให้น้ำหนักลดลง
จะลดภาวะดื้อต่ออินซูลิน
- การออกกำลังกายทำให้กระดูกแข็งแรง
ลอดภาวะกระดูกพรุน
- การออกกำลังกายจะป้องกันมะเร็ง
ลำไส้ใหญ่ มะเร็งเต้านม มะเร็งมดลูก
เนื่องจากการออกกำลังกายจะทำให้ระบบขับถ่ายดีขึ้นของเสียถูกขับออก
- การออกกำลังกายจะลดน้ำหนักทำให้ไขมันในร่างกายลดลง
ฮอร์โมน estrogen
ลดลงมะเร็งก็ลดลง
- การออกกำลังกายทำให้อารมณ์ดีขึ้นเนื่องการหลั่งของ
endorphin
และ serotonin ในสมองลดภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง เนื่องจากออกกำลังกายจะลด
LDL
Cholesterol ซึ่งไขมันนี้จะเกาะที่ผนังหลอดลเลือดทำให้หลอดเลือดตีบหัวใจแข็งแรงขึ้นทำให้หัวใจเต้นช้าลง
หัวใจทำงานน้อยลง
ที่มา:http://www.siamhealth.net/public_html/Health/good_health_living/Fitness/why.htm#.V1hIN_mLTIU
การออกกำลังกายคือกิจกรรมที่เหมาะสำหรับทุกเพศ
ทุกวัย เป็นกิจกรรมที่ส่งผลดีต่อร่างกายในหลายๆ ด้าน แต่ว่ายังมีปัจจัยอื่นๆ
อีกที่จะช่วยซับพอร์ตให้การออกกำลังกายของคุณได้ผลดีที่สุด
วันนี้เรามารู้ข้อดี-ข้อเสียของการออกกำลังกายในแต่ละช่วงเวลากัน
เพื่อให้คุณจัดสรรให้เข้ากับตารางชีวิตและได้ร่างกายที่ฟิตแอนเฟิร์ม
ออกกำลังกาย-ช่วงเช้า
ข้อดี
1.สม่ำเสมอ การออกกำลังกายช่วงเช้า ทำให้คุณสามารถกำหนดเวลาที่จะออกกำลังกายได้ง่ายกว่าช่วงอื่น
มีโอกาสที่ถูกขัดจังหวะจากสิ่งอื่นๆ ได้น้อย เมื่อเทียบกับช่วงอื่นๆ เช่น
ถ้าคุณจะออกกำลังกายช่วงค่ำ โอกาสที่ตอนเย็นจะโดนเพื่อนร่วมงาน
ชวนกึ่งบังคับให้ออกไปสังสรรค์ แล้วพลาดโอกาสในการออกกำลังกายในวันนั้นๆ มีมากขึ้น
2.เวลา การจัดสรรเวลาเพื่อออกกำลังกายในตอนเช้าก็ทำได้ง่าย
เพียงแค่ปรับเวลาตื่นนอนให้เร็วขึ้นเท่านั้นเอง
3.การเผาผลาญ
การออกกำลังกายตอนเช้าจะช่วยเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจและอัตราการเผาผลาญพลังงานในระหว่างวัน
อันนี้มีผลการวิจัยออกมาแล้วว่า ร่างกายจะเผาผลาญพลังงานได้มากขึ้น
4.ทำให้รู้สึกสดชื่น
หลังจากออกกำลังกายอย่างถูกต้องในตอนเช้าแล้ว
ร่างกายจะตื่นตัวและกระปรี้กระเปร่าไปอีกหลายชั่วโมง
เป็นผลมาจากที่ร่างกายถูกกระตุ้นและระดับฮอร์โมนหลังการออกกำลังกายมีการเปลี่ยนแปลง
ที่สำคัญต้องออกกำลังกายอย่างถูกต้องและเหมาะสม เพราะบางคนออกกำลังกายมากไป
หรือพักผ่อนไม่เพียงพอในช่วงเช้า อาจจะส่งผลในทางตรงกันข้ามคือทำให้เพลียได้
5.อากาศ
ในช่วงเช้ามลพิษในอากาศนั้นยังมีน้อยอยู่ เทียบกับช่วงอื่นๆ
ร่างกายจะต้องการอากาศบริสุทธิ์อย่างมาก ทั้งในระหว่างการออกกำลังกาย และหลังกายออกกำลังกาย
การสูดอากาศที่ดีกว่าเข้าไป ย่อมดีกว่าอากาศที่ปะปนมลพิษที่เพิ่มขึ้นในช่วงอื่นๆ
ข้อเสีย
1. อุณหภูมิร่างกาย
ระดับอุณหภูมิในร่างกายจะมีช่วงที่ต่ำที่สุดในช่วง 1-3 ชั่วโมง ก่อนที่เราจะตื่น
ทำให้ในตอนเช้าพลังงานในร่างกายและกระแสเลือดจะมีค่าต่ำ การไหลเวียนของกระแสเลือดก็น้อยกว่าในช่วงอื่นๆ
2. วอร์มอัพ ความเย็นในช่วงเช้า
อาจส่งผลต่อการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อระหว่างออกกำลังกายได้
ซึ่งคุณต้องอบอุ่นร่างกายให้พร้อมก่อนที่จะเริ่มออกกำลังกาย การยืดเส้นหรือทำการ stretching
ก่อนออกกำลังกายจะช่วยได้มาก
ออกกำลังกาย-ช่วงเย็นถึงค่ำ
ข้อดี
1. อุณหภูมิ
คนส่วนใหญ่จะมีอุณหภูมิในร่างกายและระดับฮอร์โมนสูงสุดที่เวลาประมาณ หกโมงเย็น
การออกกำลังกายในช่วง 3 ชม. ก่อนหรือหน้าช่วงเวลานั้น จึงเป็นช่วงที่ดีที่สุด
2. กล้าม
กล้ามเนื้อจะอบอุ่นและยืดหยุ่น พร้อมกับการออกกำลังกายเนื่องจากเรามีการเคลื่อนไหวมาตลอดทั้งวัน
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ควรวอร์มร่างกายก่อนออกกำลังกายจะดีที่สุด
3. ลดความอยาก
การออกกำลังกายจะมีส่วนช่วยในการควบคุมความรู้สึก
ช่วยให้คุณลดความอยากอาหารในมื้อเย็นได้ดียิ่งขึ้น
4. ลดความเครียด
การออกกำลังสามารถช่วยผ่อนคลายความเครียดจากการทำงาน การเรียน หรือปัญหาอื่นๆ
ที่คุณพบเจอระหว่างวันได้เป็นอย่างดี นอกจากจะส่งผลดีต่อร่างกาย
ยังช่วยให้สมองของคุณปลอดโปร่ง อาจทำคุณลืมไปเลยว่าเคยเครียด
ข้อเสีย
1. เวลา
คุณอาจจะถูกรบกวนหรือถูกชักชวนให้ไขว้เขวได้ง่าย ทั้งงานที่คุณขนกลับมาทำที่บ้าน
หรือนัดพิเศษที่คุณเลี่ยงมันไม่ได้
นั่นอาจทำให้ความตั้งใจที่จะออกกำลังกายของคุณหายวับไปทันที
2. ควรต้องพักประมาณหนึ่งถึงสามชั่วโมง
หลังจากการออกกำลังกาย ก่อนที่จะเข้านอน เพราะหากออกกำลังกายแล้วจะนอนทันที
ร่างกายอาจจะยังรู้สึกตื่นตัว และส่งผลให้นอนไม่ค่อยหลับ หรือหลับไม่สนิท
ซึ่งก็จะมีผลต่อการหลั่งฮอร์โมน เกี่ยวกับการเจริญเติบโตของร่างกาย
เมื่อรู้ถึงข้อดีข้อเสียในแต่ละช่วงไปแล้ว
คราวนี้มาเลือกช่วงเวลาให้เหมาะสมกับคุณ แล้วไปออกกำลังกายกัน
ที่มา:http://www.thaihealth.or.th/Content/28549-ข้อดี-ข้อเสีย%20ของการออกกำลังกายแต่ละช่วงเวลา.html
การออกกำลังกายที่กระทำโดยสม่ำเสมอ
และมีความหนักที่พอเหมาะ ให้ผลในการเปลี่ยนแปลงต่ออวัยวะเกือบทุกระบบ
ของร่างกายไปในทางที่ดีขึ้น ที่เห็นได้ชัดคือ
1.
ระบบการเคลื่อนไหวระบบการเคลื่อนไหวประกอบด้วย กระดูก ข้อต่อ และกล้ามเนื้อ
การออกกำลังทำให้มีการเปลี่ยนแปลงคือ
กระดูก : จะมีความหนาและแข็งขึ้น
เฉพาะอย่างยิ่งในบริเวณที่กล้ามเนื้อเกาะ
ข้อต่อ :
เอ็นของข้อต่อมีความเหนียวและหนาขึ้น ทำให้ข้อต่อมีความแข็งแรงสามารถเคลื่อนไหวไปได้เต็มวง
การเคลื่อนไหว อย่างมีประสิทธิภาพ ในข้อที่มีการสร้างน้ำหล่อเลี้ยงข้อ
เยื่อบุข้อจะสร้างน้ำหล่อเลี้ยงในปริมาณพอเหมาะที่ทำให้การเคลื่อนไหว
เป็นไปโดยคล่องตัว และไม่ทำให้บริเวณหัวกระดูกเกิดการเสียดสีกันจนเกิดอันตราย
กล้ามเนื้อ : เอ็นของกล้ามเนื้อมีความแข็งแรงขึ้นและยืดหยุ่นได้มาก
ทำให้สามารถลดแรงที่มากระทำต่อกล้ามเนื้อโดยทันทีทันใดได้ เป็นจำนวนมาก
เป็นการลดอันตรายที่จะเกิดแก่กล้ามเนื้อ และเอ็นกล้ามเนื้อในตัวกล้ามเนื้อเอง
ถ้าเป็นการออกกำลังชนิดต่อต้าน กับน้ำหนักมาก (การฝึกกำลังกล้ามเนื้อ) กล้ามเนื้อจะมีขนาดใหญ่ขึ้น
มีแรงในการหดตัวมากขึ้น แต่ถ้าเป็นการออกกำลังชนิดแรงต้านทาน ไม่มาก
แต่มีการทำซ้ำเป็นเวลานาน (การฝึกความอดทน) ขนาดของกล้ามเนื้ออาจไม่เปลี่ยนแปลง
แต่จะมีการกระจายของหลอดเลือดฝอย ในกล้ามเนื้อมากขึ้น
ทำให้กล้ามเนื้อสามารถรับออกซิเจนและสารอาหารที่มาเลี้ยงกล้ามเนื้อได้ดีขึ้น
ขณะเดียวกันจะมีการสะสมสารอาหาร ต้นตอพลังงาน
โดยเฉพาะพวกแป้งและสารเร่งปฏิกิริยาในการเผาผลาญสารอาหารจำพวกแป้งและไขมันให้เกิดพลังงานมากขึ้น
กล้ามเนื้อ จึงสามารถทำงานได้ติดต่อกันเป็นเวลานานขึ้น
การออกกำลังมีผลทำให้ความตึงตัวของกล้ามเนื้ออยู่ในสภาวะพอเหมาะทำให้ข้อและกระดูกต่างๆ
วางตัวอยู่ในท่าที่เหมาะสม เป็นการป้องกันความผิดปกติของทรวดทรงได้ด้วย
2.
ระบบการหายใจ
การออกกำลังทำให้ระบบการหายใจดีขึ้นโดยกล้ามเนื้อในการหายใจ
คือ กล้ามเนื้อระหว่างช่องซี่โครง และกล้ามเนื้อกระบังลม แข็งแรงขึ้นปอดมีขนาดใหญ่ขึ้น
มีเลือดหล่อเลี้ยงมากขึ้น และมีความสามารถในการแลกเปลี่ยนแก๊สดีขึ้นในขณะพัก
อัตราการหายใจจะลดต่ำลง เป็นการประหยัดพลังงานที่ใช้ในการหายใจปริมาตรอากาศที่สามารถหายใจเข้าออกได้สูงสุดเพิ่มขึ้น
3.
ระบบการไหลเวียนเลือดระบบนี้ประกอบด้วย หัวใจ หลอดเลือด และเลือด
การออกกำลังทำให้มีการเปลี่ยนแปลงคือ
หัวใจ :
ในการออกกำลังประเภทที่ใช้ความอดทนเป็นเวลานาน หัวใจจะมีปริมาตรมากขึ้น
กล้ามเนื้อมีความแข็งแรงขึ้น สามารถสูบฉีดเลือดออกจากหัวใจได้ครั้งละมากขึ้น
มีการกระจายของหลอดเลือดฝอยมากขึ้นในกล้ามเนื้อหัวใจ
ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจได้รับเลือดหล่อเลี้ยงเพียงพอ ไม่เกิดการขาดเลือดได้ง่ายในขณะพักอัตราการเต้นของหัวใจช้าลง
เป็นการประหยัดพลังงานของหัวใจในขณะออกกำลัง อัตราการเต้นของหัวใจน้อยกว่าเดิม
ทำให้สามารถเพิ่มความหนักของการออกกำลังได้มากกว่าเดิมปริมาตรเลือดที่หัวใจสามารถสูบฉีดออกได้สูงสุดเพิ่มขึ้น
หลอดเลือด : มีการกระจายของหลอดเลือดฝอยในกล้ามเนื้อและอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการออกกำลังมากขึ้น มีความยืดหยุ่นดีขึ้น ความดันหลอดเลือดต่ำลง
เลือด : ปริมาตรเพิ่มขึ้น
มีสารสำหรับจับออกซิเจนเพิ่มขึ้น (ฮีโมโกลบิน)
สารเคมีบางตัวในเลือดลดต่ำลง เช่น ไขมัน
4.
ระบบประสาทระบบประสาทสั่งงานในอำนาจจิต :
โดยเฉพาะการสั่งงานกล้ามเนื้อจะทำงานได้ดีขึ้น ทำให้กล้ามเนื้อกลุ่มต่าง ๆ
ประสานงานกันได้ดี การเคลื่อนไหวเป็นไปโดยถูกต้องและมีประสิทธิภาพ
ระบบประสาทเสรี : ระบบประสาทเสรีมีอยู่
2 พวก ทำหน้าที่เหนี่ยวรั้งซึ่งกันและกัน จะทำงานได้สมดุลกันทั้งในขณะพักและในขณะออกกำลัง
ทำให้อวัยวะต่าง ๆ ที่ควบคุมด้วยระบบประสาทเสรีทำงานได้ดีขึ้น เช่น
ระบบการไหลเวียนเลือด การหลั่งเหงื่อ การย่อยอาหารและการขับถ่าย
และต่อมที่ให้ฮอร์โมนต่าง ๆ
จิตใจ :
การออกกำลังมีผลโดยตรงต่อจิตใจในการลดความเคร่งเครียดได้ทันที
การออกกำลังเป็นประจำอาจช่วยแก้ไขสภาพผิดปกติทางจิตใจบางอย่างได้นอกจากนั้น
ผลของการออกกำลังต่อระบบอื่น ๆ ทำให้ร่างกายมีความแข็งแรง มีสมรรถภาพของร่างกายดี
จึงมีผลทำให้สุขภาพจิตดีขึ้นด้วย
ที่มา:http://www.thairunning.com/exercise_effect.htm
ปัจจุบันคนส่วนใหญ่นิยมออกกำลังกายกันมากขึ้น
แต่ก็มีจำนวนไม่น้อยที่หันมาออกกำลังกายเพราะเหตุผลว่าหมอตรวจพบว่าเป็นโรคนั้น
โรคนี้ ทำให้ต้องออกกำลังกาย ทั้งๆ ที่อาจจะไม่ได้ชอบการออกกำลังกายเลยด้วยซ้ำ
ในประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาได้ยกย่องการออกกำลังกายว่าเป็น
"ยาวิเศษ" เพราะไม่ใช่แค่ช่วยป้องกันโรคร้ายต่างๆ แต่การออกกำลังกายจะช่วยให้ร่างกายหลั่งสารแห่งความสุข
หรือที่เรารู้จักกันในคำว่า "สารเอ็นดอร์ฟิน"
สารตัวนี้จะทำให้สมองและระบบประสาทสัมผัสของเราทำงานดีขึ้น
รวมทั้งทำให้เราอารมณ์ดีมากยิ่งขึ้นด้วย
ถึงแม้การออกกำลังกายจะให้ประโยชน์มากมายอย่างที่กล่าวมาในเบื้องต้น แต่ถ้าเราออกกำลังกายไม่ถูกวิธีหรือไม่เหมาะสมก็สามารถทำให้เกิดโทษได้เช่นกัน
เพราะฉะนั้นก่อนที่จะเริ่มออกกำลังกาย เราควรสำรวจตัวเองก่อนดังนี้
1.ร่างกายพร้อมที่จะใช้งานมากน้อยเพียงใด
รวมถึงสภาวะจิตใจที่พร้อมจะออกกำลังกายด้วย
2.ถ้าป่วยแล้วมาออกกำลังกายจะยิ่งทำให้ร่างกายอ่อนล้า
และอาจจะทรุดได้
3.ร่างกายของเราจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีสารอาหารเข้าไปหล่อเลี้ยงส่วนต่างๆในร่างกาย
รวมถึงใช้สำหรับการเผาผลาญ
ฉะนั้นควรรับประทานอาหารให้พอเหมาะก่อนออกกำลังกายอย่างน้อย 2 ชั่วโมง
4.พกน้ำดื่มไว้ดีที่สุด
น้ำเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อร่างกายเป็นอย่างมาก
โดยเฉพาะเวลาร่างกายเสียเหงื่อหรือออกกำลังกาย
ถ้าร่างกายขาดน้ำเป็นเวลานานอาจทำให้เกิดตะคริวได้ง่าย
และอาจจะร้ายแรงมากขึ้นด้วยในบางกรณี
5.การยืดเหยียดกล้ามเนื้อ
เปรียบเสมือนการเตรียมความพร้อมให้ร่างกายพร้อมจะใช้งาน ถ้าหากยืดเหยียดไม่ เพียงพอหรือไม่ถูกวิธีอาจทำให้ได้รับบาดเจ็บขณะออกกำลังกายได้
6.อากาศร้อน แดดแรง
หรือฝุ่นควันตามท้องถนน ล้วนเป็นมลพิษที่เราไม่ควรสัมผัส
เพราะขณะที่ร่างกายทำงานอย่างหนัก มลพิษเหล่านี้จะทำให้ร่างกายเราอ่อนล้า
หรืออาจทำให้เกิดโรคภัยต่างๆ
7.การใส่เสื้อผ้าและรองเท้าที่มีการระบายอากาศที่ดี
จะทำให้เราสามารถออกกำลังกายได้เต็มที่ และสามารถป้องกันการบาดเจ็บได้อีกด้วย
8.ควรเริ่มจากเบาไปหาหนัก สำหรับผู้ที่เริ่มออกกำลังกายใหม่ๆไม่ควรหักโหม
ควรจะค่อยๆเริ่มจากระดับเบาๆ แล้วค่อยเพิ่มความหนักขึ้นเรื่อยๆ
9.เลือกกิจกรรมที่เหมาะสมกับตัวเอง
ดูจากอายุ เพศ และวัย เป็นตัวประกอบในการเลือกกิจกรรมออกกำลังกาย เช่น
ถ้าผู้สูงอายุควรให้ออกกำลังกายแบบเบาๆ เดินในที่ร่มหรือสวนสาธารณะ เป็นต้น
10.การนอนคือการพักผ่อนที่ดีที่สุดสำหรับร่างกาย
คนเราควรนอนให้ได้อย่างน้อย 6-8 ชั่วโมง
มิฉะนั้นร่างกายจะอ่อนล้าเกินไปสำหรับการออกกำลังกาย
ที่มา :http://www.thaihealth.or.th/Content/26869-ประโยชน์ของการออกกำลังกาย.html